
สนาม ซานติเอโก้ เบร์นาบิว ถือเป็นความฝันสูงสุดของบรรดาทีมในยุโรป เพื่อชิงความเป็นหมายเลขหนึ่งของโลก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ 2009-2010 ขณะนี้ได้ 2 ทีมสุดท้ายแล้ว ที่กำลังสานฝันให้เป็จริง ด้วยการพาเหรดเป็นระยะเวลา เกือบ 10 เดือน ฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆนา ผ่านด่านเสือสิงห์กระทิงแรด จนนกรุยเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
บาเยิร์น มิวนิค กับ อินเตอร์ มิลาน คืนวันเสาร์ที่ 20 พ.ย. ไม่เกิน 04.00 น. หรืออย่างมากอาจจะยื้อไปถึง 05.00 น. ในกรณีต่อเวลาพิเศษ หรือดวลลูกโทษ เราก็จะได้รู้ว่า ทีมใดจะเอื้อมมือมือไปคว้าความฝันของตัวเองได้สำเร็จ ดังนั้นเรามาเรียกน้ำย่อยกันดีกว่า ว่าความพร้อมของทั้งคู่ใครมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
เส้นทางสู่ เบร์นาบิว
- "เสือใต้"บาเยิร์น อาจมีเส้นทางในรอบแบ่งกลุ่ม ค่อนข้างทุลักทุเล ต้องตัดสินถึงเกมสุดท้ายของกลุ่มเอ และทำเซอร์ไพรส์ ไม่น้อยด้วยการบุกไปอัด ยูเวนตุส ถึงอิตาลี่ 4-1 เข้ารอบไปอย่างระทึก ทั้งที่ฝ่าย"ม้าลาย"ขอแค่เสมอก็จะเข้ารอบทันที
จากนั้นทีมดังจากแดนใส้กรอก ก็ยังถือว่ามีเส้นทางไม่เรียบหรูนัก รอบ 16 ทีมสุดท้ายจับติ้วไปเจอกับ ฟิออเรนติน่า อีกหนึ่งม้ามืดจาก เซเรีย อา เกมแรกแชมป์บุนเดสลีก้าเปิดบ้าน เฉือนชนะไปอย่งหวุดหวิด 2-1 ก่อนที่จะบุกไปพ่าย 2-3 ที่อิตาลี่ แต่ยังมีกฏประตูทีมเยือนช่วย"เสือใต้"เข้ารอบไปอย่างหวุดหวิด
ต่อมาพวกเขาต้องมาโม่แข้งกับยอดทีมจากอังกฤษ ที่หลายฝ่ายฟันธงว่าไม่รอดแน่กับ"ปิศาจแดง"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ บาเยิร์น ก็ผ่านมาได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยกฏอเวย์ โกล์ อีกเช่นกัน และยอดทีมจากเมืองเบียร์ ก็มาเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา ในรอบรองฯ ด้วยการถล่ม ลียง จากฝรั่งเศส ด้วยประตูรวม 4-0 ส่งพี่เสือเข้าชิงครั้งแรกนับแต่ปี 2001 และถือเป็นทีมที่สองต่อจาก เอซี มิลาน ในปี 2003 ที่แพ้ถึง 4 ครั้งแต่ยังเข้าชิง
- "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน มีเส้นทางคล้ายกับ บาเยิร์น ในรอบแบ่งกลุ่ม โดยจบอันดับ 2 รองจากโคตรทีม บาร์เซโลน่า ในกลุ่มเอฟ ก่อนที่จะมาเจอกระดูกชิ้นโต เชลซี ในรอบ 16 แต่ก็ผ่านมาได้อย่างสุดยอด โดยหลังเกม สื่อทุกสำนัก คาราวะและยกให้ มูรินโญ่ เป็น"king of tactic"อย่างแท้จริง ซึ่งนัดที่บุกไปเชือด"สิงห์บลูส์" 1-0 เข้าตากรรมการเหลือเกิน
จากนั้นทีมของ มูรินโญ่ ก็มาพบกับงานที่ไม่หนักอย่าง ซีเอสเคเอ มอสโกว์ รอบ 8 ทีม ซึ่งก็เป็นไปตามคาด"เนรัสซูรี่"ชนะทั้งไปและกลับด้วยสกอร์ 1-0 และรอบรองชนะเลิศทีมจากแดนมะกะโรนี ต้องโคจรมาพบกับ บาร์เซโลน่า อีกครั้ง แถมถูกยกให้ตกเป็นรองสุดกู่ แต่ยี่ห้อ"สเปเชี่ยล วัน"ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ประเดิมหักปากกาเซียนด้วยการเปิดบ้านถล่ม 3-1 ถึงแม้จะบุกไปพ่ายที่คัมป์ นู 0-1 แต่ก็เพียงพอที่จะพาเหรดกันเข้าไปเหยียบ เบร์นาบิว ในท้ายที่สุด
วิเคราะห์ แท็คติค
- บาเยิร์น : ฟร็องค์ ริเบรี่ ติดโทษแบน จึงจำเป็นต้องหวังพึ่งอาศัยการทะลุทะลวงของ อาร์เยน ร็อบเบน ที่กำลังร้อนแรงสุดๆ ทางปีกขวา รวมทั้ง อิวิก้า โอลิช กองหน้าโครแอตที่ระเบิดฟอร์มในซีซั่นนี้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม กดไป 7 ประตูตลอดทัวร์เมนต์นี้ และมีโอกาสไม่น้อยที่จะไล่ตาม ลีโอเนล เมสซี่ ที่ซัดไป 8 เพราะไอ้หนูมหัศจรรย์ไม่มีสิทธิ์ยิงเพิ่มอีก เนื่องจากต้นสังกัด บาร์ซ่า ตกรอบไปแล้ว
นอกจากนี้ไอ้หนู โธมัส มุสเลอร์ ดีกรีทีมชาติเยอรมัน กลายเป็นคู่ขาถาวรของ โอลิช ในแดนหน้า ซึ่งถือว่าน่าจับตามองไม่น้อย ส่วน มาร์ค ฟาน บอมเมล กัปตันทีม และ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ จะเป็นสองห้องเครื่องสำคัญในการเคลื่อนเกมในแดนกลาง
- อินเตอร์ มิลาน : คาดว่า มูรินโญ่ จะจัดทัพในระบบ 4-2-3-1 ตามเดิม วาง ดิเอโก้ มิลิโต้ เป็นหน้าเป้า ถึงกระนั้น ยอดโค้ชโปรตุกีส มักจะทำอะไรที่ค้านสายตาสื่ออยู่บ่อยครั้ง และมีความเป็นได้ไม่น้อยที่ มูรินโญ่ จะเปิดเกมรุกเข้าใส่ด้วยการส่งตัวรุกลงไปพร้อมกัน 5 คน หรืออาจจะเล่นในระบบ 4-4-2 โดยแผนแรก เคยใช้ได้ผลมาแล้วในเกมอัด บาร์เซโลน่า 3-1
โค้ช
เรียกว่าทั้งคุ้รู้ใส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี เนื่องจาก มูรินโญ่ และ ฟาน กัล เคยร่วมงานกันมาก่อน ในปี 1997 - 2000 ซึ่งเวลานั้น โค้ชชาวดัตช์เป็นหัวเรือใหญ่ "บุญทุ่ม"บาร์เซโลน่า ขณะที่ จ่ามูเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่นั่นเอง เรียกได้ว่าสองยอดโค้ชมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก มีความเคารพซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าทั้งคู่แยกย้ายกันไปตามทาง และมีทัศนคติที่แตกต่างกันในปรัชญาการทำทีม หลุยส์ ฟาน กัล มีนิยาม"เกมรับที่ดีที่สุดคือการเล่นเกมรุก"ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของบรรดาโค้ชฮอลแลนด์ไปแล้ว ตรงข้ามกับ มูรินโญ่ ที่ถือหลัการทำทีมเน้นความแน่นอน ละเอียดทุกจุด เน้นแท็คติกจุกจิก สร้างความรำคาญให้คู่แข่ง หรือจะเรียกง่ายๆว่าบอลเกมรับนั่นล่ะ
เผชิญหน้า
จุดที่น่าสนใจของเกมนี้คือการโคจรมาพบกันของอดีตเพื่อนซี้ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ กับ อาร์เยน ร็อบเบน คู่ขาดัตช์แมน ที่เคยร่วมชายคามาด้วยกันในถิ่น ซานติเอร์โก้ เบร์นาบิว ในฤดูร้อนปี 2007 จนกระทั่ง 2 ปีต่อมา ทั้งคู่ต่างแยกย้ายกันไปตามวิถีเกมฟุตบอล รายแรกไปซบตัก"งูใหญ่"อินเตอร์ฯ ส่วนรายหลัง มาขี่หลังพี่เสือ บาเยิร์น แต่ในที่สุดสองแข้งทอง ต้องมาห้ำหั่นกันเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ บนสนามที่เคยเป็นอดีตของทั้งคู่
วาทะคนดัง
"มูรินโญ่ ไม่ต่างจาก เอเลโน่ เอร์เรร่า(อดีตตำนานโค้ช บาร์เซโลน่ กับ อินเตอร์ มิลาน) ในเรื่องแนวทางการทำทีม เขามักจะใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่หลายคนมองข้าม ทั้งคู่มีทัศนคติปลุกเร้าลูกทีมก่อนเกมในแบบที่ไม่เหมือนใคร เขามีจิตพิศษที่สามารถถ่ายทอดสู่นักเตะ จากความกลัวเปลี่ยนเป็นความกล้าได้อย่างเหลือเชื่อ" มัสซิโม โมรัตติ, ประธานสโมสร อินเตอร์ มิลาน
"มันไม่ใช่ การต่อสู้ระหว่างผมกับ โชเซ่ เราแค่งัดแท็คติคอันแตกต่างมาเปรียบกัน จริงๆแล้วเราทั้งคู่ไม่เหมือนกันแม้แต่น้อยในด้านทัศนคติฟุตบอล มูรินโญ่ ต้องการอยู่สิ่งเดียวคือชัยชนะ แต่ผมพยายามจะเล่นฟุตบอลด้วยลูกฟุตบอล นั่นก็คือเอนเตอร์เทน" หลุยส์ ฟาน กัล, หัวหน้าโค้ช บาเยิร์น มิวนิค

