
เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย เลก 2 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ถือเป็นเกมชี้ชะตาของสองทีมยักษ์ใหญ่ระหว่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ บาเยิร์น มิวนิค โคตรบอลเมืองเบียร์ เป็นการย้อนร้อยเกมรอบชิงรายการนี้เมื่อปี 1999
ผลเลกแรกที่บ้าน "เสือใต้" ปรากฏว่า บาเยิร์น มาเร่งเครื่องในช่วงท้ายพลิกสถานการณ์ที่ตกเป็นรองก่อนในช่วงต้นเกมกลับมาแซงชนะ 2-1 จากการยิงของโคตรซูเปอร์ซับ อิวิก้า โอลิช ที่เคยพาต้นสังกัดปล้นชัย ฟิออเรนตินา มาด้วยสกอร์เดียวกันในรอบก่อน
ความเสียหายของ ยูไนเต็ด จากเกมที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า นอกจากการเสีย 2 ประตูแบบน่าเขกกะโหลกแล้ว หายนะเด้งที่ 2 ซึ่งมาเยือน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็คือ อาการบาดเจ็บของศูนย์หน้าเบอร์หนึ่ง เวย์น รูนี่ย์ ที่ฟอร์มยิงประตูแม่นราวกดรีโมทในช่วงหลัง
ซ้ำร้ายสภาพจิตใจของแข้ง "ปีศาจแดง" ยังถูกย่ำยีซ้ำด้วยความพ่ายแพ้คาถิ่นให้กับ เชลซี คู่ปรับที่กำลังเบียดแย่งแชมป์กันอีก ทำให้แชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกต้องเผชิญกับห้วงเวลาเลวร้ายในช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อการลุ้นแชมป์ควบสองรายการ 
เวย์น รูนี่ย์ ช็อตยิงให้ "ผีแดง" ขึ้นนำในเลกแรก แต่เกมนี้ชวดบู๊เพราะเจ็บ
ผลการแข่งขันเกมนี้จึงสำคัญยิ่งต่อพลพรรค "เร้ด เดวิลส์" เพราะหากสามารถพลิกเกมกลับมาตีตั๋วเข้าสู่รอบตัดเชือกได้ นอกจากจะเป็นการสานต่อลมหายใจในเกมยุโรปแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจก่อนกลับมาตั้งมั่นกับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกเวลาที่เหลืออีกด้วย
อย่างไรก็ตามการจะผ่าน บาเยิร์น คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชัยชนะแมตช์แรกที่เกิดขึ้นกับทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ต้องยกเครดิตให้กับสปิริตของแข้ง "เสือใต้" แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เหตุเพราะรักษาสมาธิกับเกมได้ดีและไม่เคยแสดงให้เห็นว่า "ถอดใจ"
ส่วนข่าวดีที่ทำให้โอกาสประสบความสำเร็จที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของ บาเยิร์น เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมคือ การได้ อาร์เยน ร็อบเบน กลับมาเสริมกำลังอีกครั้ง โดยอดีตสตาร์ เชลซี รายนี้ มีความเร็วจัดจ้าน แถมยังยิงประตูชี้ขาดผลการแข่งขันให้ทีมได้บ่อยครั้ง จึงนับเป็นงานหนักสำหรับ แกรี่ เนวิลล์และ ปาทริซ เอวร่า เพราะ ร็อบเบน รับบทบาทตัวฟรีที่สลับป่วนได้ทั้งฝั่งซ้าย-ขวา
ร๊อบเบน มีชื่อลงป่วนแนวรับ แมนฯยู หลังจากที่เลกแรกต้องนั่งดูเพราะเจ็บ
ขณะที่แนวรุก อิวิก้า โอลิช นับว่าน่าจับตา เพราะนอกจากจังหวะการยิงประตูที่วางใจได้แล้ว หัวหอกโครแอตยังมีความทุ่มเทสูงละม้ายคล้ายคลึงกับสไตล์ วิ่งสู้ฟัดที่แฟนบอลอังกฤษเห็นกันจนชินตาจาก คาร์ลอส เตเบซ
จากสถานการณ์ ณ ตอนนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คงรู้อยู่แก่ใจว่าหาก ยูไนเต็ด ไม่ต้องการหยุดเส้นทางการลุ้นไว้เพียงรอบนี้แล้วล่ะก็ ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด .. ยูไนเต็ด ต้องครองบอลและใช้เกมรุกกดดันให้ บาเยิร์น ต้องถอยไปตั้งรับต่ำให้ได้
และแม้การขาด รูนี่ย์ จะทำให้ศักยภาพแนวรุกของ แมนฯยู ไม่ดุดันและเด็ดขาดเหมือนเคย แต่ขุมกำลังอื่น ๆ ของ ยูไนเต็ด ยังสมบูรณ์และถ้าแดนกลางเก็บบอลป้อนให้กับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ได้ดวลกับแนวรับอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าดาวยิงบัลแกเรี่ยนยังมีดีพอจะเป็นทีเด็ดให้ทีมได้
ยกแรกแพ้ แต่เกมนี้ "เฟอร์กี้" มีโอกาสดีที่จะถอนแค้น
จากสไตล์เน้นรุกของสองทีมทำให้เกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด น่าจะเปิดแลกกันสนุก เพราะนอกจากเป็นบอลเกรดเดียวกันแล้ว ทั้งสองทีมยังสะสมชั่วโมงบินในเกมยุโรปมาอย่างล้นเหลือ
อย่างไรก็ดีชั่งน้ำหนักจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างแล้วยังเป็น แมนฯยู ที่ดูมีภาษีดีกว่า เพราะการลงเล่นในบ้านช่วยกระตุ้นให้แข้ง "ปีศาจแดง" มีลูกฮึดจนเก็บผลการแข่งขันเหนือความคาดหมายได้บ่อยครั้ง
ขณะที่ บาเยิร์น มีลูกแผ่วให้เห็นบ่อยครั้งเวลาออกนอกบ้านดังในเกมรอดตายหวุดหวิดด้วยกฏประตูทีมเยือนที่ ฟลอเรนซ์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจุดบอดของ "เสือใต้" คือแนวรับที่ยังเสียประตูอยู่เกือบทุกนัด ทำให้ ยูไนเต็ด ยังมีโอกาสดีที่จะถอนแค้นด้วยการเปิดบ้านเบียดเก็บชัยไปได้

