


Match Backgroundสแตมฟอร์ด บริดจ์ ถิ่นที่ไม่เคยทำให้แฟน ๆ "สิงห์บลูส์" ต้องผิดหวังตั้งแต่ปี 2006@ เชลซี จะรอต้อนรับ บาร์เซโลน่า ในเกมนี้ โดยหวังว่าสถิติอันยอดเยี่ยมในบ้านของพวกเขา ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 จะยังคงอยู่ต่อไป
@ สโมสรดังจากแคว้นคาตาลัน ถูกทีมจากอังกฤษเขี่ยตกรอบมาทั้งหมดใน 2 ฤดูกาลหลังสุด ด้วยน้ำมือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และลิเวอร์พูล ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย 2 ซีซั่นก่อนหน้านี้
@ บาร์เซโลน่า หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยจากฤดูกาลที่แล้วอีกครั้ง เมื่อพวกเขาเสมอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0 ที่คัมป์ เนา ในนัดแรก ก่อนที่จะมาแพ้ 0-1 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดในเกมต่อมา
@ ทั้ง 2 ทีม สามารถสร้างโอกาสได้มากมายในเกมที่แล้ว โดยบิคตอร์ บัลเดส โชว์ฟอร์มการเซฟได้อย่างสวยงาม 2 ครั้งในครึ่งแรก จากลูกยิงของดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทั้งหมด ขณะที่ปีเตอร์ เช็ก ก็ป้องกันลูกยิงของซามูเอล เอโต้ และอเล็กซานเดอร์ คเล็บ ได้เช่นเดียวกัน ก่อนที่โบยาน เคร์คิช จะพลาดโอกาสทองในช่วงเวลาเจ็บของครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลข้ามคานออกไปเพียงนิดเดียว
@ เกมกับเชลซี ที่คัมป์ เนา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นครั้งแรกในรอบ 28 เกมที่ขุนพล "อาซูลกราน่า" ทำประตูคู่แข่งไม่ได้เลยในบ้านตัวเอง โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นตอนพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อรอบรองชนะเลิศ เมื่อปีก่อน
@ ทีมของโฆเซ็ป กวาร์ดิโอล่า ไม่แพ้ให้กับทีมใดเลยในการเล่นเป็นทีมเยือนซีซั่นนี้ในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แถมยังยิงได้ทั้งหมด 14 ประตู จากการลงสนาม 5 นัดจนถึงตอนนี้อีกด้วย แต่ทว่ามันจะไม่ง่ายแน่นอนที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ซึ่งเชลซี เอง ก็มีสถิติที่น่ากลัวเช่นเดียวกัน
@ เชลซี กำลังควานหาการเข้าชิงชนะเลิศครั้งที่ 2 ติดต่อกันอยู่ แถมพวกเขายังมีสถิติที่ยอดเยี่ยมด้วย เมื่อไม่แพ้ให้กับใครมา 17 นัดแล้ว ที่บ้านของตัวเองในรายการนี้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่กุมภาพันธุ์ ปี 2006 และนอกจากนั้นพวกเขายังมีกุส ฮิดดิงค์ กุนซือซึ่งเคยพาพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ชนะและแพ้รอบนี้มาแล้วอย่างละหน คุมทีมอยู่ด้วย
โฆเซ็ป กวาร์ดิโอล่า พาทีมยังไม่พบกับความพ่ายแพ้เลย ในเกมเยือนรายการ ชปล. ซีซั่นนี้@ โฆเซ็ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของบาร์เซโลน่า เคยชนะรอบรองชนะเลิศมาแล้วในสมัยเป็นนักเตะ เมื่อปี 1994 และทีมของเขาในตอนนี้ ก็เป็นทีมสุดท้ายที่บุกมาเอาชนะ เชลซี ได้ถึงถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วย โดยเป็นการเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 จากการทำเข้าประตูตัวเองของจอห์น เทอร์รี่ และซามูเอล เอโต้ ในฤดูกาล 2005/06 ซึ่งนั่นก็เป็นการพ่ายแพ้ในบ้านครั้งแรกต่อทีมจากสเปน และผลสกอร์รวม 2 นัด คือ 3-2 อันเป็นครั้งสุดท้ายที่ถูกเขี่ยตกรอบโดยน้ำมือของทีมที่ไม่ได้มาจากจากอังกฤษ
@ เชลซี ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ได้ด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูล มาด้วยประตูรวม 7-5 เมื่อรอบที่แล้ว (3-1 ในเกมเยือน , 4-4 ในเกมหย้า) ในขณะที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาผ่านยูเวนตุส มาได้ด้วยสกอร์รวม 3-2 (1-0 ในเกมเหย้า , 2-2 ในเกมเยือน) ส่วนรอบแบ่งกลุ่มก่อนหน้านี้ พวกเขาผ่านเข้ามาในฐานะรองแชมป์ของกลุ่ม เอ ด้วยสถิติชนะ 3 เสมอ 2 และแพ้ 1 นัด
@ ด้าน บาร์เซโลน่า นี่เป็นการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศครั้งที่ 3 ในรอบ 4 ฤดูกาลหลังสุดแล้ว โดยพวกเขาผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ได้ด้วยการผ่านบาเยิร์น มิวนิค (4-1 ในเกมเหย้า , 1-1 ในเกมเยือน) มาในรอบที่แล้ว ขณะที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาเอาชนะโอลิมปิก ลียง มาได้ด้วยประตูรวม 6-3 (1-1 ในเกมเยือน , 5-2 ในเกมเเหย้า) ส่วนรอบแบ่งกลุ่มนั้น พวกเขาผ่านเข้ามาในฐานะแชมป์ของกลุ่ม ซี ด้วยสถิติชนะ 4 เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด
@ เชลซี ชนะได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ในการเล่นรอบรองชนะเลิศ 4 ครั้งก่อนหน้านี้
2007/08 ชนะ ลิเวอร์พูล 4-3 (1-1 ในเกมเยือน , 3-2 ในเกมเหย้า)
2006/07 เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 (แพ้จุดโทษ 1-4 , 1-0 ในเกมเหย้า , 0-1 ในเกมเยือน)
2004/05 แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (0-0 ในเกมเหย้า , 0-1 ในเกมเยือน)
2003/04 แพ้ อาแอส โมนาโก 3-5 (1-3 ในเกมเยือน , 2-2 ในเกมเหย้า)@ ส่วน บาร์เซโลน่า ชนะได้ 4 จาก 9 ครั้ง ในการเล่นรอบรองชนะเลิศก่อนหน้านี้
2007/08 แพ้ แมน ฯ ยูไนเต็ด 0-1 (0-0 ในเกมเหย้า , 0-1 ในเกมเยือน)
2005/06 ชนะ เอซี มิลาน 1-0 (1-0 ในเกมเยือน , 0-0 ในเกมเหย้า)
2001/02 แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 (0-2 ในเกมเหย้า , 1-1 ในเกมเยือน)
1999/00 แพ้ บาเลนเซีย 3-5 (1-4 ในเกมเยือน , 2-1 ในเกมเหย้า)
1993/94 ชนะ เอฟซี ปอร์โต้ 3-0 (3-0 ในเกมเหย้า)
1985/86 เสมอ ไอเอฟเค โกเตบอร์ก 3-3 (ชนะจุดโทษ 5-4 , 0-3 ในเกมเยือน , 3-0 ในเกมเหย้า)
1974/75 แพ้ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-3 (1-2 ในเกมเยือน , 1-1 ในเกมเหย้า)
1960/61 ชนะ ฮัมบูร์ก 1-0** (1-0 ในเกมเหย้า , 1-2 ในเกมเหย้า)
1959/60 แพ้ เรอัล มาดริด 2-6 (1-3 ในเกมเยือน , 1-3 ในเกมเหย้า)
* ทีมจากคาตาลัน ผ่านเข้าถึงรอบชิงปี 1992/93 ได้ด้วยการชนะได้รอบแบ่งกลุ่ม
** เกมรอบรองชนะเลิศในปี 1960/61 กับฮัมบูร์ก ยังไม่มีกฏการยิงประตูทีมเยือน ถ้าประตูรวมเสมอกัน ต้องมีการเตะนัดรีเพลย์กันใหม่ ในระบบนัดเดียวรู้ผล@ ทั้งสองทีมเคยพบกันมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ในรอบน็อคเอ๊าท์ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเป็นบาร์เซโลน่าที่ชนะไปได้ 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีก คือทีมใดที่เล่นในบ้านนัดที่ 2 ทีมนั้นจะเป็นฝ่ายที่ได้เข้ารอบ
@ การพบกันในรอบน็อคเอ็าท์ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้
รอบ 8 ทีมสุดท้าย 1999/00
เชลซี - บาร์เซโลน่า 3-1
บาร์เซโลน่า - เชลซี 5-1
บาร์เซโลน่า ชนะ ด้วยประตูรวม 6-4รอบ 16 ทีมสุดท้าย 2004/05
บาร์เซโลน่า - เชลซี 2-1
เชลซี - บาร์เซโลน่า 4-2
เชลซี ชนะ ด้วยประตูรวม 5-4รอบ 16 ทีมสุดท้าย 2005/06
เชลซี - บาร์เซโลน่า 1-2
บาร์เซโล่นา - เชลซี 1-1
บาร์เซโลน่า ชนะ ด้วยประตูรวม 3-2@ การพบกันครั้งแรกในปี 1999/00 มีผู้เล่นบาร์เซโลน่า 2 คนด้วยกันที่ยังหลงเหลืออยู่จนกระทั่งวันนี้ นั่นคือคาร์เลส ปูโยล และชาบี้ เอร์นานเดซ เช่นเดียวกับโฆเซ็ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของพวกเขา ซึ่งตอนนั้นก็กำลังเล่นอยู่ในทีมด้วย โดยปูโยล นั้น เล่นทั้ง 2 เกม ขณะที่ชาบี้ เล่นเกมแรกที่ลอนดอน ส่วนกวาร์ดิโอล่า เล่นเกมหลังที่คัมป์ เนา
@ การพบกันในรอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2006/07 เชลซี เอาชนะไปได้ 1-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยประตูจากดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ในนาทีที่ 47 ก่อนที่หัวหอกไอวอรี่ โคสท์ จะทำได้อีกครั้ง ในเกมที่ทีมเสมอ 2-2 ที่คัมป์ เนา โดยเป็นประตูเสมอลูกยิงของเดโก้ ซึ่งปัจจุบันอยู่กับเชลซีแล้ว ส่วนอีก 2 ลูกที่เหลือนั้น เป็นของแฟรงค์ แลมพาร์ด ( นาทีที่ 52) และไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น (นาทีที่ 58)
@ รายชื่อผู้เล่นในเกมที่ลอนดอน เมื่อ 18 ตุลาคม 2006 มีดังต่อไปนี้
เชลซี : เอ็นริเก้ อิลาริโอ , คาลิด บูลาห์รูซ (โจล โคล) , ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ , จอห์น เทอร์รี่ , แอชลี่ย์ โคล , มิชาเอล เอสเซียง , โคล้ด มาเกเลเล่ , มิชาเอล บัลลัค (เปาโล แฟร์เรยร่า) แฟรงค์ แลมพาร์ด , ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา (ซาโลมง กาลู) , อังเดร เชฟเชนโก้ (อาร์เยน ร็อบเบน)
บาร์เซโลน่า : บิคตอร์ บัลเดส , จานลูก้า ซามบร็อตต้า , ราฟาเอล มาร์เกวซ , คาร์เลส ปูโยล (โอเลเกร์ เปรซาส) , โจวานนี่ ฟาน บร็องค์ฮอร์สท (อันเดรส อิเนียสต้า) , ชาบี้ เอร์นานเดซ , เอ็ดมิลสัน , เดโก้ , ลิโอเนล เมสซี่ , ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น (ลูโดวิช ชูลี่) , โรนัลดินโญ่



