


ฟุตบอล กระชับมิตร ทีมชาติ
เยอรมัน -vs- อังกฤษ ......(03.00 น.)
สนาม : โอลิมปิก สตาดิโอน, เบอร์ลิน, เยอรมัน
ราคา : เยอรมัน ต่อ ปปบวกสิบ
อันดับโลกฟีฟ่า
เยอรมัน : อันดับ 2
อังกฤษ : อันดับ 10
ผลการพบกันที่ผ่านมา
22-08-07 อังกฤษ แพ้ เยอรมัน 1-2 (กระชับมิตร)
01-09-01 เยอรมัน แพ้ อังกฤษ 1-5 (บอลโลก 2002 รอบคัดเลือก)
07-10-00 อังกฤษ แพ้ เยอรมัน 0-1 (บอลโลก 2002 รอบคัดเลือก)
17-06-00 อังกฤษ ชนะ เยอรมัน 1-0 (ยูโร 2000 รอบสุดท้าย)
26-06-96 อังกฤษ เสมอ เยอรมัน 1-1 (อังกฤษ แพ้จุดโทษ 5-6) (ยูโร 1996 รอบสุดท้าย)
ผลการพบกันทั้งหมด 30 ครั้ง : เยอรมัน ชนะ 10 ครั้ง / เสมอกัน 6 ครั้ง / อังกฤษ ชนะ 14 ครั้ง
ฟอร์ม 5 นัดล่าสุด
เยอรมัน
15-10-08 ชนะ เวลส์ 1-0 (เหย้า) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
11-10-08 ชนะ รัสเซีย 2-1 (เหย้า) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
10-09-08 เสมอ ฟินแลนด์ 3-3 (เยือน) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
06-09-08 ชนะ ลิกเทนสไตน์ 0-6 (เยือน) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
20-08-08 ชนะ เบลเยี่ยม 2-0 (เหย้า) (กระชับมิตร)
อังกฤษ
15-10-08 ชนะ เบลาลุส 3-1 (เยือน) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
11-10-08 ชนะ คาซัคสถาน 5-1 (เหย้า) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
10-09-08 ชนะ โครเอเชีย 4-1 (เยือน) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
06-09-08 ชนะ อันดอร์ร่า 2-0 (เยือน) (บอลโลก 2010 รอบคัดเลือก)
21-08-08 เสมอ เช็ก 2-2 (เหย้า) (กระชับมิตร)
สภาพความพร้อมล่าสุด
เยอรมัน
ทีม "อินทรีเหล็ก" ของกุนซือ โยอาคิม เลิฟ มีปัญหาในการเตรียมทีมพอสมควร เพราะจะไม่่มี มิชาเอล บัลลัค จอมทัพกัปตันทีมจาก เชลซี ที่สภาพร่างกายยังไม่พร้อม หลังเพิ่งหายเจ็บกลับมา เช่นเดียวกับ ทอร์สเท่น ฟริงก์ส มิดฟิลด์ตัวรับของ เบรเมน ที่ ถูกตัดชื่อออกจากโผ ทำให้ เจอร์เมน โจนส์ ดาวรุ่งจาก ชาลเก้, ไซม่อน โรลเฟส ของเลเวอร์คูเซ่น, ปิโอเตอร์ โทรชอฟสกี้ ของฮัมบูร์ก และ โธมัส ฮิเซิ่ลสแปร์เกอร์ ของสตุ๊ตการ์ท ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง
นอกจากนี้ ทีมก็ยังไม่มี ฟิลิปป์ ลาห์ม แบ็กจากบาเยิร์น, เคลเมน ฟริตซ์ จาก เบรเมน, มาร์เซลล์ ยานเซ่น จาก ฮัมบูร์ก และ คริสเตียน พานเดอร์ จาก ชาลเก้ ที่ไม่ฟิตเต็มร้อย ส่งผลให้ "เลิฟ" ตัดสินใจเรียกผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่เคยติดทีมชาติเข้ามาสามรายด้วยกัน ได้แก่ ทิม วีเซ่ โกล์จาก เบรเมน, มาร์วิน คอมป์เปอร์ กับ โทเบียส ไวส์ สองแข้งตัวเก่งจากฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมน้องใหม่ฟอร์มแรง และ มาร์เซล เชเฟอร์ แบ็กซ้าย จากโวล์ฟสบวร์ก
อย่างไรก็ตาม ทีมยังคงมีแข้งดาวดังอย่าง มิโลสลาฟ โคลเซ่, ลูคัส โพดอลกี้ กับ บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ สามผู้เล่นจาก บาเยิร์น, มาริโอ โกเมซ กองหน้าจาก สตุ๊ตการ์ท ขณะที่ พาทริค เฮลเมส ดาวยิงฟอร์มฮ็อทจาก เลเวอร์คูเซ่น ก็ไม่พลาดที่จะถูกเรียกติดโผเช่นกัน แต่ไม่มี เควิน คูรานยี่ ดาวยิงจาก ชาลเก้ ที่ถูกตัดหางปล่อยวัด หลังแหกค่ายเมื่อช่วงศึกคัดบอลโลก 2010 สองเดือนก่อน นอกจากนี้ เลิฟ ยังตัดสินใจเลือก เรเน่ อัดเลอร์ ของเลเวอร์คูเซ่น ขึ้นมาเป็นนายทวารมือ 1 แทนที่ เยนส์ เลห์มันน์ โกล์ตัวเก๋า ที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว
อังกฤษ
ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนของทีมชาติอังกฤษ มีนักเตะเดี้ยงเป็นโขยง ไล่ตั้งแต่แนวรุกที่จะไม่มีตัวเลือกเบอร์ 1 อย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ เอมิล เฮสกี้ ที่บาดเจ็บ และ ไมเคิ่ล โอเว่น ที่สภาพร่างกายไม่ฟิต ทำให้เป็นโอกาสของ ดาร์เรน เบนท์ กองหน้าจาก สเปอร์ส ถูกเรียกเข้ามาติดโผอีกครั้ง หลังโชว์ฟอร์มฮ็อทให้กับต้นสังกัด รวมไปถึง กาเบรียล อั๊กบอนลาฮอร์ ดาวยิงความเร็วสูงจาก วิลล่า ก็ได้รับโอกาสให้เลื่อนชั้นจากทีมยู-21 เข้ามารับใช้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกอีกด้วย
แดนกลาง จะไม่มี แฟร้งค์ แลมพาร์ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, โอเว่น ฮาร์กรีฟส์, โจ โคล ที่เดี้ยงทั้งหมด และล่าสุด ธีโอ วัลค็อตต์ ปีกตัวจี๊ดจาก อาร์เซน่อล ดันมาเจ็บถึงขั้นไหล่หลุดในระหว่างการซ้อมอีก ทำให้ต้องถอนตัวออกไปแล้ว เช่นเดียวกับ เดวิด เบ๊คแฮม ที่รอย้ายไปเล่นให้กับ เอซี มิลาน ในแบบยืมตัว ระหว่างที่ศึกเมเจอร์ลีกสหรัฐฯ ปิดซีซั่น ก็ยังไม่ฟิต ทำให้ คาเปลโล่ จึงได้เรียกแข้งขาจรของทีม "สิงโตคำราม" เข้ามาแก้ัขัด ได้แก่ จิมมี่ บูลาร์ด, สก็อตต์ พาร์คเกอร์, แอชลี่ย์ ยัง รวมถึง ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมา
แนวรับ จะไม่มี ริโอ เฟอร์ดินานด์, เวส บราวน์, แอชลี่ย์ โคล จึงทำให้ เคอร์ติส เดวิส เซนเตอร์ฮาล์ฟจาก วิลล่า ได้รับโอกาสเข้ามาติดธง เช่นเดียวกับ ไมเคิ่ล แมนเซียน กองหลังดาวรุ่งจาก เชลซี ที่ถูก วูลฟ์แฮมป์ตัน ในแชมเปี้ยนชิพ ยืมตัวไปใช้งานอยู่ ก็ถูกเรียกติดทีมเฉย ทั้งๆ ที่เจ้าตัว ยังไม่เคยลงเตะให้กับทีมชุดใหญ่ของ"สิงห์บูลส์" รวมถึงศึกพรีเมียร์ชิพ เลยแม้แต่นัดเดียว ขณะที่ตำแหน่งผู้รักษาประตู จะไม่มี โจ ฮาร์ท ส่งผลให้ พอล โรบินสัน อดีตโกล์ 1 ของขุนพล "ทรีไลอ้อนส์" จาก แบล็คเบิร์น จึงถูกเรียกกลับมาติดทีมอีกครั้ง หลังหลุดโผไปนาน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผงหลังนั้น ทีมก็ยังมีข่าวดีนิดๆ เมื่อแกนคีย์แมนคนสำคัญอย่าง จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมจาก เชลซี ที่มีอาการบาดเจ็บเท้าจากเกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก ล่าสุด นักเตะสามารถลงซ้อมได้เต็มรูปแบบไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา น่าจะพร้อมคุมแนวรับในเกมนี้
รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
เยอรมัน (4-1-3-2) : เรเน่ อ๊อดเลอร์ - อาร์เน่ ฟรีดริช, แพร์ มาแตร์แซ็คเกอร์, ไฮโก้ เวสเตอร์มานน์, มาร์เซล เชเฟอร์ - บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์, ไซม่อน โรลเฟส, เจอร์เมน โจนส์, ปีเตอร์ โทรชอวสกี้ - พาทริค เฮลเมส, มิโรสลาฟ โคลเซ่
อังกฤษ (4-4-2) : เดวิด เจมส์ - เกล็น จอห์นสัน, จอห์น เทอร์รี่, โจลีออน เลสค็อตต์, เวย์น บริดจ์ - ฌอน ไรท์-ฟิลิปป์, สก็อตต์ พาร์เกอร์, แกเร็ธ แบร์รี่, แอชลี่ย์ ยัง - เจอร์เมน เดโฟ, ปีเตอร์ เคร้าซ์
ทรรศนะ :
สภาพทีมไม่พร้อมด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ เยอรมัน ยังดูดีกว่านิดๆ จากการเล่นในบ้าน และในส่วนของขุมกำลังแนวรุกที่มีตัวเลือกเบอร์ 1 อย่าง มิโรสลาฟ โคลเซ่ พร้อมลงล่าตาข่าย ผิดกับ อังกฤษ ที่จะไม่สามารถใช้งาน เวย์น รูนี่ย์ ได้ ขณะที่ในส่วนของแดนกลางและแดนหลัง ต่างก็จำเป็นต้องใช้ผู้เล่นที่ไม่ใช่ตัวจริงลงสนามเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จุดเสียเปรียบของ อังกฤษ น่าจะเป็นการเล่นเกมรุกเพื่อที่จะกดดันแนวรับของทีเจ้าถิ่นนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ทีม "สิงโตคำราม" ถือว่าเป็นทีมที่เล่นเกมรับได้เหนียวแน่นอยู่แล้ว ดังนั้น พวกเขาคงไม่กลัวในการที่จะเตรียมแผนมาเล่นตั้งรับและโต้สวนกลับเร็ว เพราะยังมี จอห์น เทอร์รี่ บัญชาเกมได้อยู่ และน่าจะสู้ลูกกลางอากาศของ โคลเซ่ ได้อยู่หมัด และด้วยแท็คติกนี้ ก็น่าจะสร้างความลำบากให้กับแผงหลังที่ค่อนข้างงุ่มงามของ เยอรมัน ได้พอสมควร เนื่องจาก แนวรุกของ อังกฤษ ต่างมีความเร็วกันทั้งนั้น และนั่นก็น่าจะทำให้ ทีมเยือน สามารถบุกมายันเสมอมได้เป็นอย่างน้อย
สกอร์ที่คาด : เยอรมัน เสมอ อังกฤษ 1-1, 2-2

